รัสเซีย...สถานที่ที่ไม่ควรพลาด !!

รัสเซีย....
                        ประเทศมหาอำนาจของโลกเสมอ รัสเซียตั้งอยู่ระหว่างทวีปยุโรปตะวันออกและทวีปเอเชียติดกับมองโกเลีย  ซึ่งมีภูมิอากาศที่หนาว-หนาวจัด  แต่สภาพภูมิประเทศและธรรมชาติป่าเขานั้นสวยงามจับใจแบบเมืองในเทพนิยาย ไม่นับรวมสถาปัตยกรรมอาคารบ้านเรือนที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง เมืองและสถานที่ท่องเที่ยวรัสเซียมีอยู่หลากหลาย ทั้งเมืองชนบทแนวรักษ์ธรรมชาติ อากาศบริสุทธิ์ เมืองหลวงเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์สำคัญมากมาย รวมไปถึงเมืองสมัยใหม่ที่ยังมีกลิ่นอายศิลปะดั้งเดิม แต่ทั้งนี้ไม่ว่าคุณจะเลือกไปเยือนเมืองไหน ดินแดนหมีขาวแห่งนี้ไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอน ... จะมีที่ไหนน่าเที่ยวบ้างไปดูกันเลยย

 
1.)วิหารเซนต์บาซิล 

                 
ป็นวิหารที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในช่วงศตวรรษที่ 16 ของรัสเซีย วิหารเซนต์บาซิล สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอีวานที่ 4 สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่สำหรับสวดมนต์ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 15 ศิลปะในการก่อสร้างเป็นแบบรัสเซียโบราณที่ยิ่งใหญ่และสวยงามไม่ซ้ำใครในโลก ว่ากันว่าเมื่อสถาปนิกชาวรัสเซีย Postnik Yakovlev สร้างโบสถ์ วิหารเซนต์บาซิลเสร็จก็ถูกควักดวงตาเพื่อไม่ให้สามารถสร้าง วิหารที่สวยงามแบบนี้ ได้อีกและถ้าหากใครที่บอกว่าตัวเองสามารถสร้างวิหารเรียนแบบวิหารเซนต์บาซิลได้ก็จะถูกฆ่าตาย ยอดของวิหารเซนต์บาซิลสูงถึง 47.5 เมตร ประกอบด้วยยอดโดม 9 ยอด ที่เรา ๆ ชอบเรียกว่ายอดโดมหัวหอม โดยแต่ละยอดก็จะมีลวดลายที่สวยงามแตกต่างกัน วิหารนี้สร้างขึ้นเพื่อแสดงถึงชัยชนะที่เหนือกว่าพวกตาตาร์ (ชาวมองโกล) ผู้รุกรานและครอบครองรัสเซีย ในยุคนั้น ด้านหน้าของวิหารเซนต์บาซิล จะมีรูปปั้นของผู้นำกองทัพรัสเซียคือ นายคอสมา มินิ และเจ้าชายดมิทริ โปซาร์สกี ผู้นำกองทัพรัสเซียในการต่อต้านพวกชาวโปลเมื่อปี ค.ศ. 1612   วิหารเซนต์บาซิลถือเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของรัสเซียซึ่งนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเที่ยวรัสเซียจะต้องแวะมาถ่ายรูปคู่กับวิหารเซนต์บาซิล เป็นที่ระลึกหากใครไม่ได้มาชมความงามของ วิหารเซนต์บาซิลถือว่ามาไม่ถึงประเทศรัสเซีย



 

2.) พระราชวังฤดูร้อนปีเตอร์ฮอฟ (PETERHOF)

                 สร้างเสร็จสิ้นเมื่อปี ค.ศ. 1705 ในรัชสมัยของพระเจ้าปีเตอร์มหาราช พระราชวังแห่งนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลบอลติค โดยพระเจ้าปีเตอร์มหาราชทรงใช้เป็นที่พำนักสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจในฤดู ร้อน บางคนกล่าวว่าพระราชวังแห่งนี้สวยยิ่งกว่าพระราชวังแวร์ซายของฝรั่งเศสเสีย อีก พระราชวังสุดหรูแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของประ เทศรัสเซีย นอกจากความสวยความของตัวพระราชวังแล้ว คุณจะยังได้เห็นวิวทิวทัศน์สุตระการตาของน้ำพุด้านหน้าของราชวัง และอุทยานพฤกษาที่ขึ้นชื่อได้ว่าสวยเป็นอันดับต้นๆของโลกเลยทีเดียว







 

3.) พระราชวังฤดูหนาว

                
ระราชวังฤดูหนาว เป็นพระราชวังที่ตั้งอยู่ในนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ของประเทศรัสเซีย อดีตเคยเป็นพระราชวังหลวงของราชวงศ์โรมานอฟระหว่างปี ค.ศ. 1732 ถึง 1917 ตั้งอยู่ระหว่างท่าวัง (Palace Quay) กับจัตุรัสพระราชวัง (Palace square) พระราชวังฤดูหนาวในปัจจุบันเป็นองค์ที่สี่ ซึ่งก่อสร้างและดัดแปลงมาเรื่อยๆระหว่างปลายทศวรรษที่ 1730 ถึงปี 1837 แทนองค์ที่สามที่ถูกเพลิงไหม้อย่างหนัก นอกจากนี้ พระราชวังยังเคยถูกจู่โจมในปี 1917 ซึ่งอยู่ในช่วงการปฏิวัติรัสเซียอีกด้วย พระราชวังแห่งนี้ถูกสร้างให้มีขนาดใหญ่มากเพื่อแสดงถึงอำนาจและความรุ่งโรจน์ของซาร์แห่งจักรวรรดิรัสเซีย พระราชวังถูกออกแบบโดยสถาปนิกหลายคน ซึ่งคนที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ บาร์โทโลมีโอ รัสเทรลลี ภายนอกของพระราชวังใช้โทนสีเขียว–ขาวด้วยสถาปัตยกรรมบาโรก ตัวอาคารมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าสูงราว 30 เมตร ด้านหน้าของพระราชวังมีความยาว 250 เมตร ตัวอาคารประกอบด้วยห้องกว่า 1500 ห้อง, ประตู 1786 บาน, หน้าต่าง 1945 บาน, ขั้นบันได 117 ขั้น ปัจจุบัน บางส่วนของพระราชวังฤดูหนาวได้เปิดให้ประชาชนเข้าชมในฐานะพิพิธภัณฑ์แอร์มิทาช
 





 
 
4.) พระราชวังเยกาเจรีนา

                        พระราชวังเยกาเจรีนา หรือ พระราชวังแคเธอริน เป็นพระราชวังศิลปะโรโกโก ตั้งอยู่ในเทศบาลพุชกิน ราว 30 กิโลเมตรไปทางใต้ของนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กในประเทศรัสเซีย เป็นพระราชวังฤดูร้อนของซาร์แห่งรัสเซีย พระราชวังแห่งนี้สร้างในปี ค.ศ. 1717 ในรัชสมัยของจักรพรรดินีเยกาเจรีนาที่ 1 และพระนางก็โปรดฯให้มีการขยายพระราชวังอีกในปี ค.ศ. 1733 อย่างไรก็ตามในรัชสมัยของจักรพรรดินีเอลิซาเบธ กลับไม่โปรดพระราชวังแห่งนี้ ด้วยดำริว่าพระราชวังที่สร้างขึ้นโดยพระราชมารดาของพระนางนั้น โบราณคร่ำครึและน่าอึดอัด พระนางจึงโปรดให้สถาปนิกหลวงชาวอิตาลี บาร์โธโลมีโอ ราสเตลรี รื้อพระที่นั่งหลังเก่าและแทนด้วยหลังใหม่ที่ใหญ่โตกว่าเดิมและมีศิลปะแบบโรโกโก พระที่นั่งหลังใหม่ใช้เวลาก่อสร้างราว 4 ปีจึงแล้วเสร็จ และเมื่อราสเตลรีได้ทูลเชิญพระนางมาทอดพระเนตรในวันที่ 30 กรกฎาคม ค.ศ. 1756 นั้น พระที่นั่งขนาดมโหฬารความยาวกว่า 325 เมตรก็สร้างความตื่นตะลึงไปทั้งราชสำนักและเหล่าทูตานุทูต
 







 
ไม่มีรายการสินค้าในหมวดหมู่ที่เลือก.